ความสุข ที่เกิดจากการเรียนรู้โดยอิสระ 
ความดี ที่เกิดจากการกระทำด้วยตนเอง
ความเก่ง ที่เกิดจากการฝึกฝนจนชำนาญ

 

โรงเรียนอนุบาลหมู่บ้านเด็กสานรัก เปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 บนเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน ในที่ดินของมูลนิธิเด็ก โดยกองทุนสานรักและโครงการสนับสนุนสถาบันครอบครัว สนับสนุนการก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น พร้อมทำถนน ทำรั้วและถมที่ใหม่


โดยประธานมูลนิธิเด็ก ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี กับประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) นายสมประสงค์ บุญยะชัย เป็นผู้นำพิธีเปิดและมอบอาคาร


โรงเรียนอนุบาลหมู่บ้านเด็ก สานรัก ขออนุญาตเปิดเป็นโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ระดับก่อนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2547 จากกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับเด็กด้อยโอกาส กำพร้า ยากจน ครอบครัวแตกแยก และถูกทอดทิ้ง ให้ได้รับปัจจัยพื้นฐานให้การศึกษา และเลี้ยงดู เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาอย่างสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยยึดหลักแห่งความยุติธรรมมิใช่จากความสมเพชเวทนา โดยเห็นว่าเด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง


โดยเด็กอยู่แบบประจำกินนอน รับนักเรียนได้ไม่เกิน 60 คน และให้การศึกษาตั้งแต่ระดับชั้น อนุบาล 1 ถึง ประถมศึกษา 2 ซึ่งมี 4 ห้องเรียน โดยชั้นอนุบาลจะเรียนแบบคละอายุ 3-6 ปี และชั้นประถมคละอายุ 6-8 ปี


โรงเรียนอนุบาลหมู่บ้านเด็ก สานรัก ดำเนินการโดย มูลนิธิเด็ก ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณกุศล ลำดับที่ 55 จึงไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ


โรงเรียนฯ ได้นำ 3 แนวคิด ของตะวันตกกับตะวันออกมาปรับใช้ในการจัดการและการเลี้ยงดูเด็ก ได้แก่ 

  • แนวคิดพุทธศาสนา คือ เป็นการนำหลักสมาธิและกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อเกิดปัญญา โดยพิจารณาปัจจัยภายในของตัวเด็กเป็นสำคัญ และเสริมด้วยการจัดสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกให้เอื้อต่อการพัฒนาจิตใจของเด็ก โดยเชื่อในเรื่องปัจจัยภายในของความเป็นกุศลที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และกระบวนการเรียนรู้กับความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์ที่พ้นไปจากการใช้อำนาจบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่เป็นกัลยาณมิตร โดยมีเมตตา กรุณา และปัญญาเป็นตัวเชื่อมระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ และมีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นตัวกำกับตามหลักไตรสิกขา


  • แนวคิดมอนเตสซอรี่ คือ โดยยึดหลักความเชื่อที่ว่าไม่มีใครที่ได้รับการศึกษาโดยคนอื่น ตัวของเขาเองจะต้องเป็นคนทำให้เกิดขึ้นเอง เด็กจะเรียนได้ดีที่สุดโดยการอนุญาตให้เด็กได้ค้นพบสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง

  • แนวคิดซัมเมอร์ฮิล คือ การให้เสรีภาพในการเจริญเติบโตตามวัยของเด็ก ด้วยการจัดโรงเรียนและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับธรรมชาติ และการเล่นของเด็กไม่ใช่ปรับเปลี่ยนธรรมชาติของเด็กให้เหมาะสมกับโรงเรียนและครู

เหตุที่เลือก 3 แนวคิด เพราะเชื่อว่าเป็นแนวคิดที่ช่วยพัฒนาเด็กทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะสมองกับหัวใจให้สัมพันธ์กันจนเกิดสติปัญญา ความสงบและสันติสุขของมนุษยชาติ


นอกจากนี้ ทางโรงเรียนอนุบาลฯ ยังจัดกิจกรรมหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้ สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนให้สอดคล้องกับอารมณ์และสติปัญญาของเด็ก


เมื่อเด็ก ๆ จบชั้นอนุบาลแล้ว จะถูกส่งไปเรียนต่อระดับประถมศึกษาตามความเหมาะสม และสภาพปัญหาของเด็ก แต่ละคน


 

 
โรงเรียนอุนบาลหมู่บ้านเด็ก สานรัก ก่อตั้งเมื่อปีการศึกษา 2557 บนเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน ในที่ดินของมูลนิธิเด็ก และโครงการสานรัก เอ ไอ เอส สนับสนุนการก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น พร้อมทำถนน ทำรั้วและถมที่ใหม่ เปิดเป็นอย่างทางการวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2546 รับเด็กกำพร้า ยากจน ครอบครัวแตกแยก และถูกทอดทิ้งอายุตั้งแต่ 3-6 ปี อยู่ประจำกินนอนรับเด็กได้ 60 คน มี 3 ห้องเรียน ตั้งแต่อนุบาล 1 ถึง อนุบาล 3 โรงเรียนได้ช่วยเหลือเด็กไปแล้วทั้งหมด 250 คน 

โรงเรียนฯ ได้นำ 3 แนวคิดของตะวันตกกับตะวันออกมาปรับใช้ในการจัดการศึกษาและการเลี้ยงดูเด็ก ได้แก่

แนวคิดพุทธศาสนา 
คือ เป็นการนำหลักสมาธิและกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อปัญญา โดยพิจารณาปัจจัยภายในของตัวเด็กเป็นสำคัญ และเสริมด้วยการจัดสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกให้เอื้อต่อการพัฒนาจิตใจของเด็ก โดยเชื่อในเรื่องปัจจัยภายในของความเป็นกุศล ที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และกระบวนการเรียนรู้ ที่พ้นไปจากการใช้อำนาจบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ ที่เป็นกัลยาณมิตรโดยมีเมตตา กรุณา และปัญญาเป็นตัวเชื่อมระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ และมีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นตัวกำกับตามหลักไตรสิกขา

แนวคิดมอนเตสซอรี่ 

คือ การให้อิสระในการเลือกเรียนตามความสามารถของเด็ก การยอมรับลักษณะของเด็กแต่ละคน โดยการจัดสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมตามวัยเด็ก

แนวคิดซัมเมอร์ฮิล 
คือ การให้เสรีภาพในการเจริญเติบโตตามวัยของเด็ก ด้วยการจัดโรงเรียนและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับธรรมชาติ และการเล่นของเด็ก ไม่ใช่ปรับเปลี่ยนธรรมชาติของเด็กให้เหมาะสบกับโรงเรียนและครู

เหตุที่เลือก 3 แนวคิด เพราะเชื่อว่าเป็นแนวคิดที่ช่วยพัฒนาเด็กทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะสมองกับหัวใจให้สัมพันธ์กัน จนเกิดสติปัญญา ความสงบและสันติสุขของมนุษยชาติ
 
 

 
ในงานที่เน้นการช่วยเหลือผู้ใช้บริการทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยการช่วยเหลือนั้นจะต้องมีการวางแผนร่วมกัน ระหว่างนักสังคมสงเคราะห์ และผู้ใช้บริการ ปรัชญาของงานสังคมสงเคราะห์ คือ “Help them to help themselves ช่วยเหลือเพื่อให้เขาช่วยเหลือตนเองได้”
 
นอกจากนี้ในกระบวนการทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ได้นำแนวคิดและทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับงานสังคมสงเคราะห์มาประยุกต์ใช้ ดังนี้
 


ทฤษฎีจิตสังคม

เป็นทฤษฎีพื้นฐานในการทำงานสังคม สงเคราะห์ โดยผู้คิดค้นทฤษฎี คือMary Richmond โดย ทฤษฎีจิตสังคมมีหลักการ 5 ประการ คือ


  • เห็นความสำคัญของผู้ใช้บริการ เคารพต่อผู้ใช้บริการ และเชื่อว่าเขามีคุณค่า มีศักยภาพ สามารถพัฒนาได้และกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเองได้
  • นักสังคมสงเคราะห์ต้องไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง
  • นักสังคมสงเคราะห์จะต้องปราศจากอคติส่วนบุคคล
  • ตระหนักในสิทธิของผู้ใช้บริการในการตัดสินใจด้วยตนเอง เคารพการตัดสินใจของผู้ใช้บริการ
  • ตระหนักในการพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างผู้ใช้บริการและนักสังคมสงเคราะห์ โดยหากการตัดสินใจของผู้ใช้บริการอาจได้รับอันตรายหรือความเสียหาย นักสังคมสงเคราะห์อาจจะต้องจำกัดการตัดสินใจดังกล่าว

ทั้งนี้ทฤษฎีจิตสังคมได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์ไว้ 3 ประการ คือ

1.ระยะเริ่มต้น (Initial phase) เป็นระยะที่เริ่มต้นการศึกษาสาเหตุ ปัญหาของผู้ใช้บริการ อีกทั้งมีการสร้างสัมพันธภาพระหว่างนักสังคมสงเคราะห์กับผู้ใช้บริการ

2.ระยะประเมินการณ์ (assessment phase) ระยะนี้จะเป็นการประเมินและวิเคราะห์ปัญหาของผู้ใช้บริการ ซึ่งจะนำการประเมินดังกล่าวไปวางแผนการช่วยเหลือ

3.ระยะปฏิบัติการ (treatment phase) เป็นการเริ่มการกระบวนการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งการช่วยเหลือจะเป็นการวางแผนร่วมระหว่างผู้ใช้บริการและนักสังคมสงเคราะห์

 


 

ทฤษฎีการแก้ไขปัญหา

เจ้าของทฤษฎีคือ Helen Harris Perlman โดยได้ให้นิยายของทฤษฎีไว้ว่า กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายต่างๆ ได้แก่ นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ใช้บริการ สถานการณ์แวดล้อม โดยทุกฝ่ายเกี่ยวข้องกันในลักษณะเคลื่อนไปข้างหน้า


ความเชื่อ “Human Life is a Problem – Soling Process มนุษย์อยู่ในกระบวนการแก้ปัญหาทุกนาที/วินาที ทั้งจิตสำนึก/ไร้สำนึก” ซึ่งการแก้ไขปัญหานั้นเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับอัตตา (Ego) ของแต่ละคน Ego เป็นตัวควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้


องค์ประกอบของการแก้ไขปัญหา (4ps) คือ


  • Person in Process ผู้ใช้บริการที่ตกอยู่ในภาวะกดดันจากภายในตัวเองและสภาพแวดล้อม การมองบุคคลจึงต้องมองแบบองค์รวม (Holistic) โดยมองให้ครอบคลุมทั้งกาย จิต สังคม
  • Problems ปัญหาของบุคคลแต่ละคนมีความซับซ้อนและหลากหลาย การมองปัญหาจึงต้องระมัดระวังตั้งแต่กระบวนการค้นหาปัญหา กำหนดขอบเขตของปัญหา ผลกระทบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา
  • Process กระบวนการแก้ไขปัญหาของผู้ใช้บริการเป็นการกำหนดขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา
  • Place หมายถึง หน่วยงานที่ให้บริการ ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน

 


 

ทฤษฎีภาวะวิกฤต

ทฤษฎีภาวะวิกฤตมีนักคิดคนสำคัญคือ Lydia Rapoport Howard J.Parad และ Golan กล่าวถึงเมื่อ บุคคลเกิดภาวะวิกฤต (วิกฤต หมายถึง ปรากฎการณ์เชิงลบอันรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด อาจจะส่งผลเสียในระยะยาวกับบุคคล) จำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหา


การช่วยเหลือในภาวะวิกฤตเป็นการช่วยเหลือในระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เนื่องจากผู้ใช้บริการที่ประสบภาวะวิกฤตส่วนใหญ่จะอ่อนแอ ขาดกำลังใจ เขาเหล่านี้จึงต้องการผู้ที่หยิบยื่นโอกาสและความช่วยเหลือให้ นักสังคมสงเคราะห์จึงต้องให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ใช้บริการเป็นอย่างมาก

 


 

แนวคิดการมีส่วนร่วม : (Participation)

การมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้บุคคลได้มีส่วนในการพิจารณาตัดสินใจ การร่วมมือปฏิบัติ เพื่อแสดงออกความต้องการของตนเอง โดยรวมไปถึงการรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ อันมีผลกระทบต่อตัวบุคคล


แนวคิดการมีส่วนร่วมจะต้องคำนึงถึงหลักการการมีส่วนร่วม คือ การเคารพนับถือในบุคคล การยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น การไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความแตกต่างของบุคคล การตัดสินใจด้วยตนเอง การตระหนักในคุณค่าของตนเอง และประโยชน์ของส่วนรวม


แนวคิดการมีส่วนร่วมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการงานสังคมสงเคราะห์ได้ เนื่องจากแนวคิดนี้จะให้ความสำคัญกับผู้ใช้บริการ เนื่องจากผู้ใช้บริการเป็นผู้ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง นักสังคมสงเคราะห์เป็นเพียงผู้กระตุ้น ผู้แนะนำ ส่งเสริมหรือสนับสนุนเท่านั้น

 


 

แนวคิดการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์แบบบูรณาการ

การทำงานสังคมสงเคราะห์จะทำงานโดยยึดแนวทางใดแนวทางหนึ่งไม่ได้ ต้องมีการบูรณาการหลายแนวทาง ทฤษฎี หรือแนวคิดเข้าด้วยกัน เนื่องจากปัญหาแต่ละปัญหามีความซับซ้อนและหลากหลาย นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมองปัญหาแบบองค์รวม คือ มองทุกอย่างมีความเชื่อมโยงกัน ทั้งด้าน กาย จิต สังคม เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสาเหตุเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นล้วนมีเหตุจากหลายประการ การมองปัญหาจึงต้องมอบอย่างครอบคลุม และต้องเข้าใจปัญหาและผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี


การทำงานสังคมสงเคราะห์ไม่ได้ใช้เพียงแค่ทฤษฎี แนวคิดในแนวคิดหนึ่งในการปฏิบัติงาน มีการนำแต่ละทฤษฎี แนวคิดมาประยุกต์ใช้หลายๆ ทาง เนื่องจากปัญหามีความซับซ้อนจึงต้องใช้หลายๆ ทฤษฎีควบคู่กันเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด นอกจากนี้งานสังคมสงเคราะห์ยังยึดหลักกระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ซึ่งประกอบด้วย 5 ประการคือ


  • การค้นหาข้อเท็จจริง (Fact Finding) นักสังคมสงเคราะห์จะต้องค้นหาข้อเท็จจริงของปัญหา สาเหตุ การเกิดปัญหาเพื่อเป็นข้อมูลในการหาแนวทางแก้ไข ป้องกัน ฟื้นฟูปัญหาต่อไป
  • การวิเคราะห์ปัญหา (Problem analysis) พิจารณาถึงที่มาของปัญหา สาเหตุ ว่าเกิดจากสภาพสังคมหรือความไม่สมดุลของบุคคล ซึ่งในกระบวนการนี้ควรจะให้ผู้ใช้บริการเข้ามามีส่วนร่วมในการสำรวจตนเอง นักสังคมสงเคราะห์ต้องกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการเห็นคุณค่าของตนเอง ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการที่เหมาะสม
  • วางแผนการช่วยเหลือ (Remedial Planning) ให้ผู้ใช้บริการเข้ามาส่วนร่วมในการวางแผนการช่วยเหลือ โดยพิจารณาและร่วมกันหาแนวทางที่จะช่วยกันขจัดปัญหา
  • การดำเนินการช่วยเหลือ (Implementation) ให้ความช่วยเหลือตามแผนที่ได้วางร่วมกับผู้ใช้บริการ โดยทำงานตามกรอบและขอบเขตที่ได้วางไว้
  • การประเมินผล / ยุติการช่วยเหลือ ประเมินดว่าการทำงานบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหามากเพียงใด หาหนทางแก้ไขอุปสรรคในการดำเนินงาน

 


 

 
จิตวิทยา : “การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพฤติกรรมและกระบวนการทางจิตของปัจเจกบุคคล” พูดให้ง่ายขึ้นก็คือ จิตวิทยาเป็นการศึกษาเกี่ยวกับความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของมนุษย์โดยใช้วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์
เช่น การศึกษาเรื่องกระบวนการเรียนรู้ การศึกษาลักษณะของบุคลิกภาพ การศึกษาพัฒนาการแต่ละช่วงวัยของบุคคล เป็นต้น
(อ้างอิงจาก : สมาคมจิตวิทยาอเมริกา (American Psychological Association: APA) 
 

กลุ่มโครงสร้างทางจิต (Structuralism)

กลุ่มนี้เกิดจากผลงาน ของ อีบี. ทิสเชอเนอร์ วัตถุประสงค์ของจิตวิทยากลุ่มนี้ คือ การวิเคราะห์ภายในจิตใจของมนุษย์ (introspection) หรือ การพินิจภายใน ด้วยความระมัดระวัง ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับลักษณะและประสบการณ์เกี่ยวกับจิตสำนึกแบบง่ายๆ แล้วนำมาหาความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นๆ กลุ่มนี้เห็นว่าควรทำการวิเคราะห์สิ่งย่อยๆ หลายๆ อัน ทั้งสิ่งที่ยากและง่ายรวมเข้าเป็นกลุ่มก้อน พยายามมองว่าจิตประกอบด้วยประสบการณ์ย่อยๆ หลายๆ อัน

นักจิตวิทยากลุ่มนี้สนใจศึกษาถึงเรื่องจิตธาตุ (mental elements) คือ เชื่อว่ามนุษย์ประกอบด้วยร่างกาย กับจิตใจ ซึ่งต่างก็เป็นอิสระแก่กัน แต่ก็ทำงานสัมพันธ์กัน พฤติกรรมของบุคคลเกิดการจากกระทำของร่างกาย ซึ่งการกระทำของร่างกายนั้นเกิดจากการควบคุมและสั่งการของจิตใจ ซึ่งกลุ่มนี้มีความเชื่อว่าโครงสร้างของจิตประกอบไปด้วย

จิตธาตุ (mental elements) ซึ่งจิตธาตุนี้ประกอบด้วยสัมผัส (sensation) รู้สึก (feeling) และจิตนาการหรือภาพจิต หรือจิตภาพ หรือจินตภาพ หรือมโนภาพ (image) จิตธาตุทั้ง 3 นี้ เมื่อมาสัมพันธ์กันภายใต้สถานการณ์แวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะก่อให้เกิดรูปจิตผสมขึ้น เช่น เกิดความคิด อารมณ์ ความจำ การหาเหตุผล ฯลฯ

ซึ่งจิตวิทยากลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญคือความเชื่อในเรื่ององค์ประกอบของบุคคลว่า บุคคลประกอบไปด้วยร่างกายและจิตใจ จิตใจยังแบ่งย่อยได้ เช่น ส่วนที่เกี่ยวกับการคิด การจำ ฯลฯ และสิ่งที่นำใช้ในการจัดการศึกษานักการศึกษา เชื่อว่าหากต้องการฝึกจิตธาตุส่วนใดให้มีความสามารถต้องฝึกฝนเรื่องนั้นโดยเฉพาะ เช่น วิชาที่เกี่ยวกับการท่องจำ วิชาที่ต้องใช้ทักษะ วิชาที่ต้องใช้ความคิด เป็นต้น




กลุ่มหน้าที่ของจิต (Functionalism)

ผู้พัฒนากลุ่มนี้ คือ วิลเลียม เจมส์ ผู้บุกเบิกเริ่มต้น คือ จอร์ห ดิวอี้ และ เจมส์ แองเจิล นักจิตวิทยากลุ่มนี้เน้นเกี่ยวกับการเรียนรู้ การทดสอบทางจิต และการใช้เนื้อหาวิชาต่างๆ โดยเน้นเกี่ยวกับ “ อะไร ” . ” เพื่ออะไร ” สนใจเกี่ยวกับว่ามีสิ่งมีชีวิตทำอะไร และการกระทำนี้จะรวมถึงอากัปกริยาที่แสดงออกรวมกับความตั้งใจในการกระทำ ซึ่งจิตจะมีหน้าที่ควบคุมการกระทำกิจกรรมของร่างกายในการที่ร่างกายในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม

แนวความคิดของกลุ่มหน้าที่ของจิตสรุปได้ 2 ประการ


1. การแสดงออก หรือการกระทำกิจกรรมต่างๆ ของบุคคล เป็นการแสดงออกของจิตเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ถ้าต้องการจะศึกษาจิตใจของคนต้องศึกษาที่การแสดงออก หรือการกระทำของเขาในสถานการณ์ต่างๆ


2. พฤติกรรมการกระทำ และการแสดงออกของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับมา นักจิตวิทยากลุ่มนี้จึงมุ่งศึกษาวิธีการเรียนรู้ การจูงใจ การแก้ปัญหา ความจำของคนเพื่อที่จะสามารถปรับตัวให้กับสิ่งแวดล้อมได้

แนวคิดของกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาคือเพื่อให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสูข ซึ่งตรงกับจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ว่า การศึกษาคือการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม วิธีการเรียนการสอนต้องให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ให้มากที่สุด




กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism)

จอห์น บี วัตสัน นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ผู้นำแนวคิดที่สำคัญที่เสนอให้มีการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในด้านที่สังเกต และมองเห็นได้ ซึ่งจัดว่าเป็นการศึกษาที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้วัตสันได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของจิตวิทยาสมัยใหม่ แนวคิดของพฤติกรรมนิยมเน้นว่าพฤติกรรมทุกอย่างต้องมีเหตุ และเหตุนั้นอาจมาจากสิ่งเร้าในรูปใดก็ได้มากระทบอินทรีย์ ทำให้อินทรีย์มีพฤติกรรมตอบสนอง นักคิดในกลุ่มนี้จึงมักศึกษาพฤติกรรมต่างๆ

ด้วยวิธีการทดลองและใช้การสังเกตอย่างมีระบบจากการทดลอง จิตวิทยากลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญ ในการริเริ่มทฤษฎีการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไข โดยสรุปว่าการวางเงื่อนไขเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมและถ้าเรารู้สาเหตุของพฤติกรรมเราก็จะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้




กลุ่มเกสตอลท์ (Gestalt Psychology)

กลุ่มเกสตอลท์ เป็นกลุ่มแนวคิดทางจิตวิทยาที่ตั้งขึ้นโดยนักจิตวิทยาชาวเยอรมัน แมกซ์ เวอร์ไธเมอร์ เพื่อโต้แย้งกลุ่มทางจิตกลุ่มอื่น โดยมีแนวคิดว่าการศึกษาจิตสำนึกนั้นจะต้องศึกษาจากการรับรู้ของมนุษย์

ซึ่งจะมุ่งความสนใจไปที่หลักการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการจัดระบบการรับรู้ของมนุษย์ และจากการศึกษาพบว่ามนุษย์จะรับรู้ส่วนรวมของสิ่งเร้ามากกว่าเอาส่วนย่อย ๆ ของสิ่งเร้านั้นมารวมกัน กลุ่มเกสตัลท์เน้นศึกษาพฤติกรรมการรับรู้ รวมทั้งการเรียนรู้จากปัญญาความคิด เห็นว่าการรับรู้เป็นพื้นฐานนำให้เกิด การเรียนรู้ และคนเรามีความสามารถในการรับรู้ต่างกัน ส่งผลให้เรียนรู้และกระทำแตกต่างกัน การจะรับรู้ให้เข้าใจได้ดีจะต้อง รับรู้โดยส่วนรวมเสียก่อน แล้วจึงศึกษาส่วนย่อย ๆ ของสิ่งนั้นทีละส่วนในภายหลัง และการเรียนรู้เป็นการแก้ไขปัญหาอย่างหนึ่ง

ซึ่งความสามารถในการแก้ไขปัญหาขึ้นอยู่กับความสามารถในการหยั่งเห็น (insight) การหยั่งเห็นเป็นการคิดช่องทาง แก้ปัญหา ได้ฉับพลันจากการพิจารณาสภาวะรอบด้าน ถ้าเกิดการหยั่งเห็นเมื่อใดก็จะแก้ปัญหาได้เมื่อนั้น เมื่อแก้ปัญหาได้ก็เกิดการเรียนรู้ แล้ว ซึ่งจะเป็นไปได้ดีเพียงใดขึ้นกับการใช้ความคิด ความเข้าใจ หรือสติปัญญาของผู้นั้น แนวคิดของกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า “ปัญญานิยม” เนื่องจากเห็นว่าการศึกษาพฤติกรรมต้องศึกษาจากกระบวนการรับรู้ และการคิดในสมองซึ่งเป็นตัวสั่งการให้เกิดพฤติกรรม



กลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis)

ผู้นำจิตวิทยากลุ่มนี้ คือ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ฟรอยด์เป็นจิตแพทย์ชาวเวียนนา ประเทศออสเตรีย ฟรอยด์ได้วิเคราะห์ภาวะจิตใจของคนเราออกเป็น 3 ลักษณะ คือ

ภาวะจิตรู้สำนึก (conscious mind)
คือภาวะที่คนเราความรู้สึกตัวว่าเราคือใคร กำลังทำอะไร รู้ตัว รู้ตนว่าเป็นอะไร คือเป็นภาวะที่คนเรารู้สึกตัวมีสตินั่นเอง

ส่วนจิตใต้สำนึก (subconscions mind)
คือ สภาพที่ไม่รู้ตัวบางขณะ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่จำและไม่ได้ลืมเสียทีเดียว แต่ไม่ได้นึกถึงในขณะนั้น จะนึกขึ้นมาได้อีกครั้งก็ต่อเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นเตือนทำให้นึกออกหรือคิดได้ทันที เป็นประสบการณ์ต่างๆ ที่เก็บไว้ในรูปของความทรงจำ เป็นสภาวะที่คนเราสามารถระลึกได้

และจิตไร้สำนึก (unconscious mind) เป็นสภาวะที่คนเราเก็บกดบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ บางครั้งเป็นการแสดงพฤติกรรมที่ไม่รู้สึกตัว ไม่รู้ว่าการทำสิ่งนั้นเพราะอะไร เป็นสิ่งที่เก็บกดเอาไว้หรือพยายามที่จะลืม บางครั้งก็อาจลืมไปได้จริงๆ เพราะอาจเป็นสถานการณ์ที่เจ็บปวดไม่อยากจะจำไว้ การออกของจิตไร้สำนึกหรือสิ่งที่เราเก็บกดเอาไว้เหล่านี้ มักจะออกมาในรูปของความฝัน การละเมอการพลั้งปากพูดออกไป หรือการสะกดจิตของจิตแพทย์เพื่อต้องการรู้ถึงจิตไร้สำนึก

ซึ่งเป็นความขัดแย้งในใจและเชื่อว่าเป็นสาเหตุของพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน หรือพฤติกรรมที่ผิดปกติและบุคลิกภาพที่เป็นปัญหาของบุคคล นอกจากนี้ ฟรอยด์ยังได้วิเคราะห์องค์ประกอบของจิต หรือ พลังจิต ออกเป็น 3 ส่วน คือ อิด (id) หรือ ตัณหา คือ ความอยากทั้งหลายทั้งปวง ความต้องการดั้งเดิมของมนุษย์ รวมทั้งสัญชาติญาณและแรงขับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจิตที่คอยกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมตามหลักแห่งความพอใจ (pleasure principle) เพื่อตอบสนองความต้องการของตน เป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้ขัดเกลา ไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น แสดงออกให้มาซึ่งสิ่ งที่ตนต้องการ ทำพฤติกรรมต่างๆ ตามความพอใจ
พฤติกรรมที่แสดงออกมาภายใต้อิทธิพลของอิดนี้จึงมีลักษณะค่อนข้าง ก้าวร้าว หยาบคาย เห็นแก่ตัว บางครั้งโหดร้าย เป็นต้น

ส่วนอีโก้ (ego) คือ พลังจิตที่ควบคุมการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมซึ่งบุคคลได้รับมาจากการในสังคม ได้ผ่านการอบรมมาแล้ว การแสดงออกของอีโก้นั้นยึดหลักของเหตุผล (reality principle) เป็นเหตุเป็นผลหาทางให้อิดได้ตอบสนองโดยไม่ขัดกับคุณธรรม หรือค่านิยมของสังคม ให้บุคคลแสดงพฤติกรรมดำเนินไปอย่างเหมาะสม และตัวสุดท้าย คือ ซุปเปอร์อีโก้ (super ego) คือ ส่วนที่เป็นอุดมการณ์ ค่านิยมอุดมคติ เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกของความรู้สึกชอบชั่วดี

บทบาทของกลุ่มจิตวิเคราะห์นี้จะเน้นหนักไปทางด้านบุคลิกภาพ การแนะแนว และมักเกี่ยวกับผู้ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ ใช้ประโยชน์ในจิตวิทยาคลีนิค การให้คำปรึกษา ศึกษาพวกอปติ โดยจะศึกษาถึงสาเหตุของพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากปกติของมนุษย์โดยทั่วไป



กลุ่มปัญญานิยม (Cognitivism)

การรู้การคิด (Cognition) หมายถึง กระบวนการทางจิตซึ่งทำการเปลี่ยนข้อมูล ที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัสไปในรูปแบบต่างๆ กระบวนการนี้ทำหน้าที่ตั้งแต่ลดจำนวนข้อมูล (Reduced) เปลี่ยนรหัส(Code) และส่งไปเก็บไว้ (Store) ในหน่วยความจำและรื้อฟื้นเรียกคืน (Retrieve) มาได้เมื่อต้องการ การรับรู้ จินตนาการ การแก้ปัญหา การจำได้ และการคิด คำเหล่านี้ล้วนอธิบายถึงขั้นตอนต่างๆ เมื่อเกิดการรู้-การคิด

นักจิตวิทยากลุ่มนี้คัดค้านว่ามนุษย์เรามิได้เป็นเพียงแต่หน่วยรับสิ่งเร้า ที่อยู่เฉยๆ เท่านั้น แต่จิตจะมีกระบวนการสร้างข้อสนเทศขึ้นใหม่หรือชนิดใหม่ การ ตอบสนองของมนุษย์ขึ้นอยู่กับกระบวนการทำงานของจิตในการประมวลผลข้อมูล และเมื่อมีข้อมูลใหม่หรือประสบการณ์ใหม่การตอบสนองก็เปลี่ยนไปได้




กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism)

ผู้นำสำคัญในกลุ่มมนุษย์นิยม ได้แก่ คาร์ล โรเจอร์ และ อับราฮัม มาสโลว์ โดยเชื่อว่าเราสามารถเข้าใจถึงธรรมชาติของมนุษย์ได้ดีขึ้นด้วยการศึกษาถึง การรับรู้ของบุคคลที่เกี่ยวกับตนเอง ความคิดส่วนตัวที่เขามีต่อบุคคลอื่นและโลกที่เขาอาศัยอยู่ และยังมีความเชื่อว่า มนุษย์เรามีคุณลักษณะที่สำคัญที่ทำให้เราแตกต่างไปจากสัตว์คือมนุษย์เรามีความมุ่ง มั่นอยากที่จะเป็นอิสระ

เราสามารถกำหนดตัวเองได้และเรามีพลังจูงใจ (Motivational Force) ที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ระดับที่สมบูรณ์ขึ้น ที่แสดงถึงความเป็นจริงแห่งตน ซึ่งหมายถึงการพัฒนาความรู้ความสามารถที่ตนเองมีอยู่ให้เต็มที่ (Self Actualization)

กลุ่มนี้มองว่ามนุษย์มีแต่สิ่งที่ดีงาม ทุกคนอยากทำความดี จะเน้นคุณค่าของความเป็นเพราะมนุษย์ มีความเป็นอิสระในการคิดการตัดสินใจและมีความรับชอบด้วยกันทุกคน