แนวคิดและทฤษฎีทางสังคมสงเคราะห์ : Concepts and theories of social work.

งานสังคมสงเคราะห์เป็นงานที่เน้นการช่วยเหลือผู้ใช้บริการทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยการช่วยเหลือนั้นจะต้องมีการวางแผนร่วมกันระหว่างนักสังคมสงเคราะห์ และผู้ใช้บริการ ปรัชญาของงานสังคมสงเคราะห์ คือ “Help them to help themselves ช่วยเหลือเพื่อให้เขาช่วยเหลือตนเองได้”

นอกจากนี้ในกระบวนการทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ได้นำแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับงานสังคมสงเคราะห์มาประยุกต์ใช้ ดังนี้


ทฤษฎีจิตสังคม

เป็นทฤษฎีพื้นฐานในการทำงานสังคม สงเคราะห์ โดยผู้คิดค้นทฤษฎี คือMary Richmond โดย ทฤษฎีจิตสังคมมีหลักการ 5 ประการ คือ


  • เห็นความสำคัญของผู้ใช้บริการ เคารพต่อผู้ใช้บริการ และเชื่อว่าเขามีคุณค่า มีศักยภาพ สามารถพัฒนาได้และกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเองได้
  • นักสังคมสงเคราะห์ต้องไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง
  • นักสังคมสงเคราะห์จะต้องปราศจากอคติส่วนบุคคล
  • ตระหนักในสิทธิของผู้ใช้บริการในการตัดสินใจด้วยตนเอง เคารพการตัดสินใจของผู้ใช้บริการ
  • ตระหนักในการพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างผู้ใช้บริการและนักสังคมสงเคราะห์ โดยหากการตัดสินใจของผู้ใช้บริการอาจได้รับอันตรายหรือความเสียหาย นักสังคมสงเคราะห์อาจจะต้องจำกัดการตัดสินใจดังกล่าว


ทั้งนี้ทฤษฎีจิตสังคมได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์ไว้ 3 ประการ คือ 1.ระยะเริ่มต้น (Initial phase) เป็นระยะที่เริ่มต้นการศึกษาสาเหตุ ปัญหาของผู้ใช้บริการ อีกทั้งมีการสร้างสัมพันธภาพระหว่างนักสังคมสงเคราะห์กับผู้ใช้บริการ 2.ระยะประเมินการณ์ (assessment phase) ระยะนี้จะเป็นการประเมินและวิเคราะห์ปัญหาของผู้ใช้บริการ ซึ่งจะนำการประเมินดังกล่าวไปวางแผนการช่วยเหลือ 3.ระยะปฏิบัติการ (treatment phase) เป็นการเริ่มการกระบวนการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งการช่วยเหลือจะเป็นการวางแผนร่วมระหว่างผู้ใช้บริการและนักสังคมสงเคราะห์

ทฤษฎีการแก้ไขปัญหา

เจ้าของทฤษฎีคือ Helen Harris Perlman โดยได้ให้นิยายของทฤษฎีไว้ว่า กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายต่างๆ ได้แก่ นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ใช้บริการ สถานการณ์แวดล้อม โดยทุกฝ่ายเกี่ยวข้องกันในลักษณะเคลื่อนไปข้างหน้า


ความเชื่อ “Human Life is a Problem – Soling Process มนุษย์อยู่ในกระบวนการแก้ปัญหาทุกนาที/วินาที ทั้งจิตสำนึก/ไร้สำนึก” ซึ่งการแก้ไขปัญหานั้นเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับอัตตา (Ego) ของแต่ละคน Ego เป็นตัวควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้


องค์ประกอบของการแก้ไขปัญหา (4ps) คือ


  • Person in Process ผู้ใช้บริการที่ตกอยู่ในภาวะกดดันจากภายในตัวเองและสภาพแวดล้อม การมองบุคคลจึงต้องมองแบบองค์รวม (Holistic) โดยมองให้ครอบคลุมทั้งกาย จิต สังคม
  • Problems ปัญหาของบุคคลแต่ละคนมีความซับซ้อนและหลากหลาย การมองปัญหาจึงต้องระมัดระวังตั้งแต่กระบวนการค้นหาปัญหา กำหนดขอบเขตของปัญหา ผลกระทบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา
  • Process กระบวนการแก้ไขปัญหาของผู้ใช้บริการเป็นการกำหนดขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา
  • Place หมายถึง หน่วยงานที่ให้บริการ ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน


ทฤษฎีภาวะวิกฤต

ทฤษฎีภาวะวิกฤตมีนักคิดคนสำคัญคือ Lydia Rapoport Howard J.Parad และ Golan กล่าวถึงเมื่อ บุคคลเกิดภาวะวิกฤต (วิกฤต หมายถึง ปรากฎการณ์เชิงลบอันรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด อาจจะส่งผลเสียในระยะยาวกับบุคคล) จำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหา


การช่วยเหลือในภาวะวิกฤตเป็นการช่วยเหลือในระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เนื่องจากผู้ใช้บริการที่ประสบภาวะวิกฤตส่วนใหญ่จะอ่อนแอ ขาดกำลังใจ เขาเหล่านี้จึงต้องการผู้ที่หยิบยื่นโอกาสและความช่วยเหลือให้ นักสังคมสงเคราะห์จึงต้องให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ใช้บริการเป็นอย่างมาก


แนวคิดการมีส่วนร่วม : (Participation)

การมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้บุคคลได้มีส่วนในการพิจารณาตัดสินใจ การร่วมมือปฏิบัติ เพื่อแสดงออกความต้องการของตนเอง โดยรวมไปถึงการรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ อันมีผลกระทบต่อตัวบุคคล


แนวคิดการมีส่วนร่วมจะต้องคำนึงถึงหลักการการมีส่วนร่วม คือ การเคารพนับถือในบุคคล การยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น การไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความแตกต่างของบุคคล การตัดสินใจด้วยตนเอง การตระหนักในคุณค่าของตนเอง และประโยชน์ของส่วนรวม


แนวคิดการมีส่วนร่วมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการงานสังคมสงเคราะห์ได้ เนื่องจากแนวคิดนี้จะให้ความสำคัญกับผู้ใช้บริการ เนื่องจากผู้ใช้บริการเป็นผู้ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง นักสังคมสงเคราะห์เป็นเพียงผู้กระตุ้น ผู้แนะนำ ส่งเสริมหรือสนับสนุนเท่านั้น


แนวคิดการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์แบบบูรณาการ

การทำงานสังคมสงเคราะห์จะทำงานโดยยึดแนวทางใดแนวทางหนึ่งไม่ได้ ต้องมีการบูรณาการหลายแนวทาง ทฤษฎี หรือแนวคิดเข้าด้วยกัน เนื่องจากปัญหาแต่ละปัญหามีความซับซ้อนและหลากหลาย นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมองปัญหาแบบองค์รวม คือ มองทุกอย่างมีความเชื่อมโยงกัน ทั้งด้าน กาย จิต สังคม เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสาเหตุเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นล้วนมีเหตุจากหลายประการ การมองปัญหาจึงต้องมอบอย่างครอบคลุม และต้องเข้าใจปัญหาและผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี


การทำงานสังคมสงเคราะห์ไม่ได้ใช้เพียงแค่ทฤษฎี แนวคิดในแนวคิดหนึ่งในการปฏิบัติงาน มีการนำแต่ละทฤษฎี แนวคิดมาประยุกต์ใช้หลายๆ ทาง เนื่องจากปัญหามีความซับซ้อนจึงต้องใช้หลายๆ ทฤษฎีควบคู่กันเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด นอกจากนี้งานสังคมสงเคราะห์ยังยึดหลักกระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ซึ่งประกอบด้วย 5 ประการคือ


  • การค้นหาข้อเท็จจริง (Fact Finding) นักสังคมสงเคราะห์จะต้องค้นหาข้อเท็จจริงของปัญหา สาเหตุ การเกิดปัญหาเพื่อเป็นข้อมูลในการหาแนวทางแก้ไข ป้องกัน ฟื้นฟูปัญหาต่อไป
  • การวิเคราะห์ปัญหา (Problem analysis) พิจารณาถึงที่มาของปัญหา สาเหตุ ว่าเกิดจากสภาพสังคมหรือความไม่สมดุลของบุคคล ซึ่งในกระบวนการนี้ควรจะให้ผู้ใช้บริการเข้ามามีส่วนร่วมในการสำรวจตนเอง นักสังคมสงเคราะห์ต้องกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการเห็นคุณค่าของตนเอง ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการที่เหมาะสม
  • วางแผนการช่วยเหลือ (Remedial Planning) ให้ผู้ใช้บริการเข้ามาส่วนร่วมในการวางแผนการช่วยเหลือ โดยพิจารณาและร่วมกันหาแนวทางที่จะช่วยกันขจัดปัญหา
  • การดำเนินการช่วยเหลือ (Implementation) ให้ความช่วยเหลือตามแผนที่ได้วางร่วมกับผู้ใช้บริการ โดยทำงานตามกรอบและขอบเขตที่ได้วางไว้
  • การประเมินผล / ยุติการช่วยเหลือ ประเมินดว่าการทำงานบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหามากเพียงใด หาหนทางแก้ไขอุปสรรคในการดำเนินงาน